Category: ข่าวสาร

เกาะศิลปะแห่ง Naoshima งานศิลปะอันงดงามที่จะมารวมกันไว้ที่นี่

คงไม่แปลกที่ใครจะไม่รู้จักกับเกาะ Naoshima แห่งนี้ เพราะผมก็เพิ่งจะรู้จักจากเพื่อนของผมทีเพิ่งไปเที่ยวเมื่อ 2 ปีก่อนนี้เอง โดยเธอได้กลับมาจากเกาะเล็กๆ แห่งนั้น โดยเล่าว่ามันเป็นเก่าที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วยศิลปะร่วมสมัยที่มีความงดงามมากมาย ทำให้ผมเกิดสนใจอยากที่จะไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง การจะเดินทางไปนั้น ถือเป็นการผจญภัยที่น่าสนุก โดยจะต้องนั่งรถไฟที่เร็วสุดของโลก มาต่อด้วยเรือข้ามฟาก และรถบัสเพื่อที่จะมาถึงเกาะ Nasoshima แห่งนี้ มันเป็นประสบการณ์ที่คุณไม่ควรพลาดเลยล่ะ

การเดินทางที่ง่าย และสนุกที่สุดในเกาะ Naoshima นั้น คือการปั่นจักรยาน และขอแนะนำให้เลือกเช่าเป็นจักรยานไฟฟ้า จะช่วยเบาแรงให้คุณอย่างมากในการเดินทางระยะไกลรอบเกาะ หากคุณแข็งแรงพอ และคิดว่าปั่นไหวโดยใช้จักรยานธรรมดาก็เชิญเลย การจะเที่ยวในเกาะด้วยตัวเองนั้น อย่าลืมพกแผนที่ไปด้วย แผนที่จะมีขายที่สถานีเรือข้ามฟากยูโนะ ส่วนถ้าคุณไม่อยากปั่นจักรยาน ก็ยังมีตัวเลือกอื่นๆ อย่างแท็กซี่ หรือรสโดยสารเป็นต้น

สำหรับผมแล้ว การมาที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะชิชูเป็นเรื่องที่ง่ายสุด และใกล้สุดจากที่ๆ ผมอยู่ จึงตัดสินใจที่จะมาก่อนอันดับแรก คำว่าชิชูมีความหมายในภาษาไทยว่า “ใต้ดิน” ออกแบบโดย ทะดะโอะ อันโดะ (สถาปนิกจากโอซาก้า) เป็นแกลเลอรี่คอนกรีตที่มีความน่าทึ่งเป็นอย่างมาก เต็มไปด้วยทางเดินอันคดเคี้ยว และสวนต่างๆ เป็นเพียงสถานที่ไม่กี่แห่ง ที่จะทำให้เราได้เพลิดเพลินไปกับ ทุกช่วงเวลาของวันโดยไม่มีเบื่อ ขอแนะนำให้ทำการจองตั๋วดูพระอาทิตย์ตกบนท้องฟ้าเปิดที่ชิชู ที่อาจทำให้คุณเงยหน้ามองท้องฟ้านานจนคอเคล็ดได้ แต่ก็บอกว่ามันคุ้มค่าที่ได้ดู

เก้าแห่งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต เมื่อเทียบกับหลายๆ เกาะที่ส่วนใหญ่ไม่มีนคนอยู่อาศัย และไม่มีสถานที่สำหรับท่องเที่ยว ผู้คนถึงกับยกให้ Naoshima เป็นเกาะอันโดะ เพราะผลงานการก่อสร้างส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกที่ได้รับรางวัล Pritzker ทะดะโอะ อันโดะ อีกไม่นานสถานแห่งนี้จะเต็มไปด้วยผลงานจากศิลปิน และสถานปนิกคนอื่นๆ อีกมากมายที่ได้รับเกียติให้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อการแสดงระดับประเทศ ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากในบ้านและชาวต่างชาติ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ออกมาดีแล้วในปัจจุบัน สำหรับคนที่คิดจะไปตอนนี้ก็บอกเลย ว่าไม่มีช่วงเวลาไหนเลย ที่ผมจะรู้สึกว่าเสียดายเวลาของผมระหว่างที่อยู่บนเกาะ

ความหมายของ “ศิลปะร่วมสมัย” ถ้าเข้าใจคุณก็มีจิตวิญญาณ

art japan model black

หากพูดถึงคำว่า “ศิลปะร่วมสมัย” เป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างกว้างมาก แต่หากจะให้อธิบายแบบรวมๆ แล้ว ศิลปะร่วมสมัย หมายถึง งานศิลปะที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา หรือประมาณ ศตวรรษที่ 20 ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าดูตามการแบ่งของนักประวัติศาสตร์ศิลปะแล้ว บางครั้งก็ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่งานศิลปะในยุคร่วมสมัย ก็มีตั้งแต่ Modern art, Abstract art , Abstract expressionism, Pop art, Post modern, Media art , Multimedia และอีกมากมาย

ศิลปะร่วมสมัย สรุปแล้วเป็นงานศิลป์ที่มาพร้อมกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ซึ่งปราศจากจุดศูนย์กลาง สามารถใช้เทคโนโลยีในการรังสรรค์ ใครอยากทำอะไรก็ทำไป เพราะฉะนั้นการแยกประเภทของงานศิลป์ชนิดนี้ให้ชัดเจนตายตัว ยังไม่มีใครแยกได้ เนื่องจากศิลปินหลายคนมีความเห็นไม่ตรงกัน ศิลปะร่วมสมัย มีการทำงานอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ใช้ตัวเองทำเป็นงานศิลปะ, Photoshop เป็นต้น เพราะฉะนั้นการนำมาแบ่งแยกประเภทว่า อันนี้เป็นศิลปะขั้นสูง อันนี้เป็นศิลปะพื้นๆ จึงทำได้ยาก

ที่มาของงาน “ศิลปะร่วมสมัย” ถือกำเนิดมาจากสังคมฝั่งตะวันตก ส่วนไทยก็ได้นำเอารูปแบบนั้น มาประยุกต์ ตามแบบของเรา หรือบางครั้งก็มีการนำรูปแบบของฝั่งตะวันตก มาผสมกับของไทย เรียกว่า “ไทยประยุกต์”

สุดท้ายนี้ถ้าต้องการคำสรุปสั้นๆเกี่ยวกับ ศิลปะร่วมสมัย ก็คงสามารถอธิบายได้ว่า เป็นการนำแนวคิดของลัทธิศิลปะในยุคโบราณกลับมาใช้ใหม่ แต่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในงานศิลป์บางส่วนให้เกิดความทันสมัย , ทันเหตุการณ์ แต่ก็ต้องยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ แนวคิด , รูปร่าง ขั้นตอน รวมทั้งวิธีการสร้างงานตามลัทธิเดิม

ตัวอย่างของงานศิลปะร่วมสมัย

  • การนำลวดลายอันสุดหรูหราจากศิลปะโรโคโคมาทำเป็นลวดลายกระดาษ หรือลายผ้า เป็นต้น
  • การวาดภาพวิวทิวทัศน์ของเมืองกรุงเทพฯ โดยใช้เทคนิคการแต้มสีเหมือนศิลปะลัทธิ Impressionism เป็นต้น

จุดมุ่งหมายของการศิลปะร่วมสมัย แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

  • เป็นภาษาแห่งความงาม ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการสร้างผลงานให้เกิดความงดงาม โดยยึดแก่นแท้ของศิลปะ นั่นก็คือ ความงาม และ มาตรฐานของความงาม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และแต่ละประเทศนั้น ก็มีมาตรฐานของความงามที่แตกต่างกันออกไป
  • เป็นภาษาแห่งอารมณ์ เป็นเหมือนการระบายอารมณ์ของศิลปินนั้นๆ ลงมาในงานศิลป์ เปรียบเสมือนวิถีแห่งการระบาย การปลดปล่อย หรือเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นพลังในการสร้างงาน

เป็นภาษาแห่งความคิด ใช้งานศิลปะเป็นเครื่องมือในการ ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับชีวิตสังคมและโลก เพื่อยกระดับของจิตใจ และสังคมให้สูงขึ้น รวมถึงการใช้ภาษาอักษรมาผสมกับภาษาที่เป็นรูปภาพเพื่อสื่อความหมาย

สุดยอดงาน Art Basel ศิลปะร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Art Basel Miami World

สำหรับผู้หลงรักในงานศิลปะแบบ “ร่วมสมัย” วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ งาน Art Basel ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมเอาสุดยอดของศิลปะแบบร่วมสมัยมาไว้ในงานนี้ ผู้หลงรักงานศิลปะ รวมทั้งผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มาอย่างเนิ่นนานต่างพากับตบเท้าก้าวเข้ามาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ระดับโลก

โดยงาน Art Basel ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1970 แน่นอนว่างานที่มีความยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้รับความนิยมจาก นักสะสม , นักซื้อขาย , ผู้สนับสนุน , ตัวแทนจากแกลลอรี่ต่างๆ รวมไปถึงศิลปินทั้งรุ่นอาวุโสและศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรง อย่างคับคั่ง จากความไม่ธรรมดาในระดับนี้นี่เอง จึงทำให้งาน Art Basel ได้ขยายไปยังฮ่องกง และไมอามี่ โดยการจัดงานในสถานที่ต่างออกไปก็ได้แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของแต่ภูมิภาค และมีผู้เฝ้าคอยชมงาน รวมทั้งสนใจมาซื้องานศิลป์กันอย่างคึกคัก

ในปี 2560 Audemars Piguet สุดยอดแบรนด์นาฬิกาเหนือระดับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เข้าร่วมงานในฐานะ official associate sponsor มาตั้งแต่ปี 2013 ได้ทำการออกแบบ Collectors lounge ในงาน งาน Art Basel ทั้ง 3 แห่ง และในปี 2560 ได้มีการเชิญผู้ที่เป็นทั้งศิลปินและดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้าของ New York อย่าง Sebastian Errazuriz มาเป็นผู้ออกแบบ lounge ภายในงานนี้เป็นปีที่ 2 ด้วยกัน โดย lounge นี้ใช้เป็นสถานที่รับรองแขกที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ภายใต้ชื่อผลงาน Second Nature ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากต้นไม้แห่งเทือกเขาจูรา ต่อจาก Second Nature แล้วภายในงานนี้ยังมีผลงานระดับโลกซึ่งแขกทั้งหลายต่างเฝ้ารอจะได้เชยชมอีกมากมาย นั่นก็คือ Gallery exhibition ได้ทำการเก็บรวบรวบงานของศิลปินทั่วทั้งโลกมากกว่า 4,000 ชีวิต

ในโซนแรกจะเป็นผลงานศิลปะสมัยใหม่แบบร่วมสมัย รวบรวมมาหมดไม่ว่าจะเป็นภาพร่าง, ภาพวาด, ปะติมากรรม, งาน Installation ขนาดเล็ก, ภาพพิมพ์, ภาพถ่าย, VD, Digital Art เต็มไปด้วยความหลากหลาย อันสร้างความน่าตื่นตะลึงให้กับผู้ชมตลอดเวลา

ส่วนในโซน unlimited เป็นการรวบรวมผลงานศิลปะ ประเภทปะติมากรรม , รูปภาพ , VDO , Life performance ในโซนนี้เหล่าศิลปินทั้งหลายต่างนำเสนองานอันเกี่ยวข้องกับมนุษย์ชาติ ในเรื่องของความแตกต่างทางชนชั้น, วัฒนธรรม, ความขัดแย้งของโลก ซะส่วนใหญ่ งานอันน่าสนใจในโซนนี้ก็คือ Massage From The Atlantis ซึ่งเป็นขวดน้ำเขียน ชื่อ , สัญญาทาส , เชื้อชาติ, เจ้าของทาส, ราคาซื้อขาย

สรุปแล้วงาน Art Basel ไม่ใช่งานเอาไว้ซื้อขายงานศิลปะเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ซึ่งสนับสนุนงานศิลปะทุกแขนง เป็นแรงสนับสนุนให้แก่ศิลปินหน้าใหม่ ทำให้ผลงานศิลป์เหล่านี้อยู่คู่โลกต่อไปอีกนานเท่านาน

ศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับแล้วเข้าใจ

ประเทศญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมมาอย่างยาวนานแต่ด้วยความที่โลกยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปทำให้ทุกวันนี้สังคมของญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้นทุกทีด้วยความที่คนอายุหนุ่มสาวแต่งงานช้าลง มีลูกน้อยลง ประกอบกับคนที่มีอายุก็สุขภาพแข็งแรงมากขึ้นนั่นส่งผลถึงเรื่องของการใช้ชีวิตในสังคมที่ต้องมีการพยายามปรับตัวให้นำเอาวัฒนธรรมทั้งยุคเก่าและยุคใหม่มาผสมผสานกันอย่างลงตัวนั่นเอง

วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น

ชาวญี่ปุ่นถือได้ว่ามีวัฒนธรรมที่มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานไล่ไปตั้งแต่ยุควัฒนธรรมโจมงที่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศจนมาสู่การเป็นวัฒนธรรมแบบผสมผสานร่วมสมัยที่เริ่มได้รับอิทธิพลมาจากทั้งในเอเชียและยุโรปรวมถึงจากอเมริกาเหนือด้วย งานศิลปะยุคดั้งเดิมของญี่ปุ่นก็อย่างงานฝีมือทั้งหลาย เช่น อิเกะบะนะ หรือ การจัดดอกไม้, โอะริงะมิอุกิโยะ-เอะ เป็นตุ๊กตาเคลือบเครื่องปั้นดินเผา มีการแสดงต่างๆ เช่น คะบุกิโน บุนระกุระกุโงะ นอกจากนี้ยังมีประเพณีต่างๆ อันน่าสนใจ อาทิ การละเล่นแบบชาวญี่ปุ่น, พิธีชงชา, ศิลปะการต่อสู้, สถาปัตยกรรมต่างๆ, การจัดสวนดาบ, อาหาร การผสมผสานระหว่างภาพพิมพ์กับศิลปะจากตะวันตก ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นเรื่องที่นำไปสู่การสร้างมังงะหรือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมมาจนทุกวันนี้ แอนิเมชันที่ได้รับอิทธิพลจากมังงะก็เรียกว่า อะนิเมะ ที่ทำให้วงการเกมคอนโซลของญี่ปุ่นโด่งดังมากๆ

ด้านดนตรี

art japan reds

ดนตรีของญี่ปุ่นได้รับวัฒนธรรมมาจากพื้นที่ข้างเคียงอย่างจีนและคาบสมุทรเกาหลี นอกจากนี้ก็มีจากโอกินาวะ และฮอกไกโด มาตั้งแต่ยุคโบราณ เครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นอย่าง บิวะโคโตะ ก็ถูกนำมาจากประเทศจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ชะมิเซ็งเครื่องดนตรีที่ดัดแปลงก็มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 21 เพลงพื้นบ้านก็มีความน่าสนใจ เช่น เพลงที่ร้องระหว่างการเต้นบงโอโตริ เพลงกล่อมเด็ก จนวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มแพร่หลายช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางด้านดนตรีช่วงหลังสงครามไป ก็ทำให้พวกเขาได้รับอิทธิพลดนตรีจากฝั่งยุโรปและอเมริกามากขึ้นนั่นเอง

ด้านวรรณกรรม

วรรณกรรมเรื่องแรกของญี่ปุ่นมีชื่อว่า โคจิกิ และ นิฮงโชกิ เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ และ มังโยชู เป็นหนังสือบทกวีสมัยศตวรรษที่ 8 เป็นการเขียนด้วยภาษาจีนทั้งหมด ต้นยุคเฮอังมีการสร้างรูปแบบการเขียนแทนเสียงที่เรียกว่า คะนะ หรือนิทานคนตัดไม้ไผ่ที่ถือว่าเป็นงานประวัติศาสตร์ด้านวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในรูปแบบภาษาญี่ปุ่น ตำนานเกนจิ ก็ถือว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นแรกระหว่างยุคเอโดะ วรรณกรรมไม่ค่อยอยู่ในความสนใจของซามูไรมากนัก จนสมัยเมจิ วรรณกรรมดั้งเดิมเริ่มไม่ได้รับความนิยมและกลายเป็นว่าเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากขึ้น

ศิลปวัฒนธรรมซูโม่ ญี่ปุ่น คืออะไร

Sumo aRT jaPANS The Fight

ศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีมากมายสำหรับใครที่ชื่นชอบในความเป็นประเทศแห่งนี้ก็จะเห็นว่าจากประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานของคนญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่มีความน่าสนใจอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามพวกเขาเองก็ยังคงไม่ลืมขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมๆ ที่ได้ทำสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานเพื่อให้สิ่งเหล่านั้นยังคงอยู่ต่อไป อย่างศิลปวัฒนธรรมด้านกีฬาก็ถือเป็นอีกเรื่องที่สร้างความน่าสนใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นไม่น้อย มีกีฬาหลากหลายประเภทที่ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยชาวญี่ปุ่นและหนึ่งในนั้นก็คือ กีฬาซูโม่ กีฬาที่ได้ชื่อว่าเป็นกีฬาประจำชาติของคนญี่ปุ่น

รู้จักกับซูโม่

ซูโม่จัดเป็นศิลปะการต่อสู้ประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีวัฒนธรรมอันเก่าแก่มากที่สุด ต้นกำเนิดของซูโม่มาจากพิธีกรรมทางศาสนาของลัทธิชินโต ที่ถือว่าเป็นความเชื่อทางศาสนาของคนญี่ปุ่น ทุกวันนี้การต่อสู้แบบซูโม่เหมือนกับเป็นการจัดเทศกาลที่มีอยู่ทั่วประเทศ สำหรับการต่อสู้ซูโม่ที่มีชื่อเสียงคือการต่อสู้ที่ศาลเจ้า Yasukuni และ Ise Jingu ในช่วงของฤดูใบไม้ผลิ ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าซูโม่มีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้มารยาทและการนอบน้อมจึงถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ การแต่งกายของผู้ปล้ำเองก็จะสะท้อนถึงทัศนคติ สายคาดเอว หรือ mawashi เป็นสิ่งที่จะใส่ได้เฉพาะตอนมีการแข่งขันเพียงอย่างเดียว

ประวัติของซูโม่

การปล้ำซูโม่อันแสนเก่าแก่ที่สุดไม่ได้มาจากการปล้ำของมนุษย์แต่เชื่อกันว่าเป็นการต่อสู้ของเทพเจ้าโบราณของญี่ปุ่น เป็นสิ่งอ้างอิงมาจาก Kojiki ที่เป็นบันทึกเนื้อหาในสมัยโบราณว่ากันว่า Takeminakata พยายามทำการทุ่มคู่ต่อสู้ด้วยการคว้าแขนของเขาทำให้การแข่งขันดังกล่าวกลายเป็นต้นกำเนิดของกีฬาซูโม่ ส่วนการแข่งขันซูโม่ของมนุษย์ที่มีความเก่าแก่ที่สุด คือการแข่งขันระหว่าง Nomi No Sukune กับ Toma No Kehaya ใช้การแตะเป็นเทคนิคหลักสำหรับการแข่งขันดังกล่าวก่อนท้ายที่สุด Kehaya ได้เสียชีวิตลง ส่วน Ozumo เป็นรูปแบบการปล้ำที่เรามักได้เห็นกันในปัจจุบันเริ่มขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ต่อมาในช่วงสมัยเมจิรัฐบาลได้มีการออกกฎหมายให้ประชาชนต้องใส่เสื้อผ้าส่งผลให้เกิดการต่อต้านซูโม่ในช่วงเวลาดังกล่าวพร้อมกับห้ามให้มีการพูดถึงโดยเด็ดขาด กระทั่งช่วงปี 1884 ก็ได้เริ่มมีการพูดถึงการปล้ำซูโม่อีกครั้งก่อนที่กีฬาอย่างซูโม่จะกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคนญี่ปุ่นอีกครั้ง ปัจจุบันนี้เราจะสามารถเห็นการปล้ำซูโม่ได้ทั่วไปในประเทศญี่ปุ่นนอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศอีกต่างหาก เป็นการสืบสานศิลปะดีๆ นี้ต่อไป

ละครคะบุกิ เป็นศิลปะแบบไหน แล้วชวนให้หลงใหลยังไง

ใครที่เคยติดตามไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน, ซีรีย์ หรือภาพยนตร์ญี่ปุ่นเชื่อว่าต้องเคยได้ยินคำว่า ละครคะบุกิ กันมาบ้าง เพราะนี่คือศิลปะอีกประเภทหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย เป็นศิลปะที่มีมาอย่างยาวนาน และยังคงมีการรักษาการแสดงเหล่านี้เอาไว้ให้คงอยู่กันต่อไป แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับละครคะบุกิก็สามารถมาทำความรู้จักกันได้

รู้จักกับละครคะบุกิให้ชัดมาก

คาบุกิเป็นการแสดงโบราณของประเทศญี่ปุ่นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก่อนจะได้รับการพัฒนาจนเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงสมัยเอโดะกระทั่งถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงมีการอนุรักษ์และสืบสานการเล่นละครคะบุกินี้เอาไว้จนปัจจุบัน เป็นการแสดงนาฏศิลป์ที่พัฒนามาจากละครโนห์ เป็นการร่ายรำประกอบการแสดงที่มีเรื่องราว หากเทียบกับบ้านเราก็มีลักษณะคล้ายๆ กับโขน หรืออีกแบบก็คล้ายๆ กับละครเกียวเง็นที่เป็นละครประเภทตลกสลับฉากละคร ซึ่งก็จะไปคล้องจองกับละครชาตรีของไทย คะบุกิถือว่าเป็นศิลปะที่สร้างความน่าสนใจให้กับชนชั้นสูงอย่างไรก็ตามยุคที่เริ่มมีคนฐานะปานกลางอาชีพพ่อค้ามากขึ้นพวกเขาเหล่านี้ก็ได้ทำให้ละครคะบุกิกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถรับชมได้ แต่เดิมละครคะบุกิมีตัวแสดงละครทั้งชายและหญิง ว่ากันว่าในอดีตนักแสดงหญิงส่วนใหญ่เป็นโสเภณีภายในเมืองเอโดะก่อนที่ตอนหลังรัฐบาลโชกุนจะต่อต้านไม่ให้โสเภณีเล่นละครคะบุกิทำให้เกิดการห้ามไม่ให้ผู้หญิงเล่นละครคะบุกิอีกต่อไป เพราะฉะนั้นตัวแสดงละครหญิงในเรื่องที่เป็นผู้ชายจะถูกเรียกว่า อนนะงาตะ เนื้อเรื่องของละครคะบุกิจะแบ่งประเภทใหญ่ๆ ออกเป็น 2 เรื่อง คือ เนื้อเรื่องที่การอิงประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับนักรบซามูไร ขุนนางทั้งหลาย บางเรื่องมีการแปลงมาจากละครโนห์ กับอีกแบบจะเป็นประเภทเนื้อเรื่องทั่วไปเป็นเรื่องราวของคนธรรมดาที่เขียนเรื่องราวเหมือนกับการเล่าเรื่องนิยายแล้วนำมาแสดงเป็นละคร

ความน่าสนใจชองละครคะบุกิจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อประกอบไปด้วย แบบแผนการแสดงที่มีการฟ้อนรำอย่างอ่อนช้อยบวกกับการแสดงสีหน้าท่าทางและบทบาทแต่จะเน้นเรื่องของการฟ้อนรำเสียมากกว่า การแสดงของตัวละครจึงจะถูกนำไปไว้ข้างหลังจบการแสดงชุดหนึ่งเรียกว่า มิเอะ ต่อมาคือความประณีตเรื่องการใช้สีและเสื้อผ้าที่โดดเด่นมาก อย่างสุดท้ายคือการทำดนตรีประกอบที่จะเน้นเครื่องดนตรีกลุ่มเครื่องสายอย่างซามิเซ็ง เป็นเครื่องดนตรีหลักในการแสดง และเครื่องดนตรีให้จังหวะอื่นๆ อย่างกลอง

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียว ทำไมถึงต้องไปให้ได้แล้วมีอะไรน่าสนใจ

โตเกียว ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจมากมายด้วยเหตุนี้ทำให้เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นจัดว่าเป็นเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์อันน่าสนใจอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด จากสิ่งเหล่านี้เองทำให้คนที่อยู่ภายนอกได้สัมผัสและเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับคนญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งพิพิธภัณฑ์ประเภทที่มีงานแสดงร่วมสมัยด้วยแล้วยิ่งเป็นที่น่าสนใจมากเข้าไปอีกเพราะเป็นเหมือนการรวบรวมเอาศิลปวัฒนธรรมทั้งจากอดีตและปัจจุบันมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว นั่นจึงเป็นเหตุให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียวเป็นอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งของกรุงโตเกียวที่ใครไปก็ต้องห้ามพลาด

ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียว

Tokyo Japan in art

แค่มองเห็นแต่ไกลๆ ก็จะพบได้ถึงความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียวแล้วเมื่อตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ถือเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ถูกแวดล้อมด้วยศิลปะจัดวางที่ควรค่ากับการชื่นชมถึงที่สุด เริ่มต้นด้วยความผ่อนคลายและตั้งหลักกันที่ลานโถงของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กันก่อนเพื่อให้การปรับอารมณ์สำหรับการชมงานศิลปะเป็นไปอย่างเหมาะสม เมื่อพร้อมแล้วก็เริ่มต้นจากการชมนิทรรศการพิเศษซึ่งปกติแล้วที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีให้ชมอยู่ประมาณ 2-3 นิทรรศการขึ้นอยู่กับช่วงเวลา แล้วก็มาต่อกันด้วยนิทรรศการหลัก แม้ว่าพิพิธภัณฑ์เหล่านี้จะเต็มไปด้วยศิลปะของญี่ปุ่นแต่ก็มีการนำผลงานอันแสนมีคุณค่าจากต่างประเทศเข้ามาให้ได้รับชมกันด้วย เช่น มาริลิน มอนโร ที่ถือว่าเป็นผลงานระดับตำนานของ แอนดี้ วอร์ฮอล ซึ่งนิทรรศการพิเศษของชาวต่างชาติก็มีจัดประจำกันอยู่ที่นี่ด้วย ความพิเศษที่เรียกว่าน่าสนใจสุดๆ ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียวก็คือการที่คุณเดินเข้ามายังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คุณจะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเมื่อคุณเดินเข้าไปในนิทรรศการแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง อยู่ดีๆ คุณอาจลงไปนอนราบอยู่กับพื้นจากนั้นก็เงยหน้าแหงนมองภาพวีดีโออาร์ตทรงเสน่ห์ที่ติดอยู่บนผนังหรือเพดาน การที่ต้องหาทางออกจากเขาวงกต หรือการแก้ปัญหาภาพลวงตาในห้องที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ

ความแตกต่างระหว่างศิลปะร่วมสมัยของญี่ปุ่นกับยุโรปก็คือด้านของความคิด สำหรับญี่ปุ่นจะเน้นเรื่องของอารมณ์ สีสัน ที่ให้ความน่าอัศจรรย์ ไม่จำเป็นต้องคิดให้ลึกซึ้งอะไรมากแต่มีความสุขกับสิ่งที่ได้สัมผัสนั่นก็เพียงพอแล้ว สำหรับตัวนิทรรศการหลักของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียวจะเป็นงานที่ค่อนข้างทรงพลังอันพร้อมมอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับผู้ที่มาเยือนทุกคน รับรองได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความน่าสนใจที่คุณจะต้องอยากเข้าไปสัมผัสด้วยตนเองกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยโตเกียวอย่างแน่นอนแล้วคุณจะเข้าใจว่าศิลปะร่วมสมัยมันมีความหมายขนาดไหน

บอนไซ งานศิลปะในกระถางของญี่ปุ่น เป็นยังไง

เมื่อพูดถึงต้นบอนไซคิดว่าหลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีว่านี่คือ ต้นไม้สวยงามอันมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นแต่จริงๆ แล้วความเป็นบอนไซถือเป็นสิ่งที่มีค่าในด้านศิลปะมากกว่าแค่การปลูกธรรมดา เพราะคนญี่ปุ่นหลายคนนั้นให้ความนิยมในการปลูกต้นไม้ชนิดนี้เป็นอย่างมากถึงขนาดที่ว่ามีสถานที่เที่ยวและเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกต้นบอนไซกันเลยทีเดียว

ทำความรู้จักกับบอนไซ

คำว่า บอนไซ ในภาษาญี่ปุ่นเป็นการคำสองคำที่แปลว่ากระถางกับการปลูกมาควบรวมไว้ด้วยกัน ความหมายของบอนไซจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวต้นไม้เพียงอย่างเดียวแต่ยังรวมไปถึงเรื่องของการปลูก การพิจารณาความงดงาม ความชื่นชมของตัวต้นบอนไซที่ปลูกลงในกระถางสำหรับต้นบอนไซโดยเฉพาะ การพยายามเฝ้ามองดูการเจริญเติบโตของกิ่งก้าน รูปทรงของตัวใบ รากที่ชอนไชไปในดิน รวมถึงรูปทรงของกระถางต้นไม้ที่ใช้ปลูกด้วย ถือว่าเป็นงานอดิเรกกึงๆ งานศิลปะประเภทหนึ่งของคนญี่ปุ่นที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามสวนหรือบ้านของพวกเขา นอกจากการมีความสุขกับการได้นั่งชมความงดงามของต้นไม้เหล่านี้แล้วยังรวมไปถึงเรื่องของการตัดแน่งทรงกิ่งของต้นบอนไซให้ดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย นี่คือประเด็นสำคัญที่ทำให้การปลูกต้นบอนไซไม่เหมือนกับการปลูกต้นไม้ชนิดอื่นๆ หากจะพูดกันอย่างละเอียดระหว่างการปลูกต้นบอนไซกับการปลูกต้นไม้ประเภทอื่นๆ ก็คือ คนที่เลือกจะปลูกบอนไซต้องมีการตัดแต่ง หรือทำการดัดแปลงเพื่อให้กิ่งของบอนไซมีลักษณะใกล้เคียงกับต้นไม้ใหญ่ที่เราไม่สามารถปลูกในบ้านได้ทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับพื้นที่ก็ตาม บอนไซเองจึงมีการถูกดัดแปลงเรื่องการตัดแต่งกิ่งให้เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ที่ถูกย่อส่วนลงมาให้อยู่ในกระถาง อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ไม่สามารถปลูกเองได้การได้ชมต้นบอนไซก็ถือว่าเป็นงานอดิเรกที่มีความเพลิดเพลินเหมือนกัน

ประวัติบอนไซ

วัฒนธรรมการปลูกบอนไซเริ่มมาตั้งแต่ยุคเฮอัน เป็นการนำเข้ามาจากจีนในยุคราชวงศ์ถัง ก่อนเริ่มได้รับความนิยมในชนชั้นสูงและเหล่าซามูไรที่ปลูกกันเป็นงานอดิเรกช่วงยุคคามาคุระ พอเข้าสู่ยุคเอโดะ บอนไซและการแต่งสวนแบบต่างๆ ก็เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าช่วงนี้เป็นยุคเฟื่องฟูของบอนไซเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามด้วยความที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันทำให้ค่านิยมการปลูกบอนไซกลายเป็นเรื่องของคนมีอายุ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยนิยมกระทั่งหลังปี 1990 ชาวต่างชาติได้เริ่มให้ความสนใจและมีการนำไปปลูกเองกันเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้

TOKYO ART BOOK FAIR เป็นงานในรูปแบบใด มีอะไรในงานนี้บ้าง

คนญี่ปุ่นถือเป็นอีกชนชาติหนึ่งของโลกที่รักในการอ่านหนังสืออย่างมาก จะสังเกตได้ว่าเวลาเห็นคนญี่ปุ่นเดินไปไหนมาไหนก็มักจะมีหนังสือติดตัวกันตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองเวลาที่มีงานหนังสือต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นก็มักจะได้รับความนิยมกันอย่างมาก ซึ่งล่าสุดเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดงาน TOKYO ART BOOK FAIR ขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นและภายในงานก็มีความน่าสนใจต่างๆ มากมายให้ได้เข้าไปเยี่ยมชมกันด้วย

รูปแบบและความน่าสนใจในงาน TOKYO ART BOOK FAIR

TOKYO ART BOOK FAIR เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับหนังสือและสิ่งพิมพ์ศิลปะที่เริ่มต้นจัดกันขึ้นมาตั้งแต่ปี 2009 ในปีที่ผ่านมานี้จึงนับว่าเป็นครั้งที่ 9 ที่งานนี้ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยสถานที่จัดงานชื่อ Warehouse TERRADA ถือว่าเป็นสถานที่จัดงานขนาดใหญ่กว่าครั้งผ่านๆ มา งานแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่รวมของ Zine, Art Bok แบบอุ่นหนาฝาคั่งทั้งจากแกเลอรี่สำนักพิมพ์, ศิลปินอิสระ ทั้งในและนอกญี่ปุ่นกว่า 350 บูธ มีการแบ่งการจัดงานนิทรรศการออกเป็น 2 ฝั่งของตึก ปีนี้มีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการคือ Beams ทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมในงานแห่งนี้จะได้รับถุง Beams ที่มีความเหนียวแน่น สวยงาม คุณภาพเยี่ยมใส่หนังสือหิ้วกลับบ้านกันไปอย่างอิ่มเอมใจ ทางเข้างานในครั้งนี้ต้องต่อลิฟต์ขึ้นไปด้วย โดยตัวงานจะแบ่งออกเป็นสองฝั่งของตึก ตึกด้านขวามีการจัดงาน 2 ชั้นประกอบไปด้วย Floor A ชั้น 4 และ Floor T ชั้น 5 จะเป็นส่วนของบูธขายสินค้าทั้งหมด ส่วนฝั่งตึกด้านซ้ายจะเป็นโซนหนังสือจากต่างประเทศและนิทรรศการ ซึ่งมีความน่าสนใจดังนี้

  1. Floor A – เป็นส่วนของคนทำหนังสือ มีสิ่งที่น่าจับตามองมากอย่าง Photo Zine และงาน Art Book จำนวนมาก เน้นหลักๆ จะเป็นของคนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่งาน Photo Zine จะไล่ไปตั้งแต่ Fashion Photo, Collage Photo งานพอร์ทเทรดส่วนตัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในโซนแห่งนี้อีกหลายอย่าง
  2. Floor T – เป็นส่วนของศิลปินอิสระ แม้จะดูเล็กแต่น่าสนใจเน้นไปที่งาน illustration กันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็มีของน่ารักๆ จำพวกสติกเกอร์, ถุงผ้า, เข็มกลัด ที่จะเน้นความอินดี้ให้ได้เดินเลือกชมกันอย่างจุใจไปเลยทีเดียว

โซนนิทรรศการ – จะมีบูธร้านค้าต่างประเทศ และปีนี้มีโครงการพิเศษมุ่งเน้นการเผยแพร่วัฒนธรรมจากเอเชีย 4 ชาติ คือ จีน, เกาหลี, ไต้หวัน และสิงคโปร์ ให้ภัณฑารักษ์ได้คัดเลือกหนังสือศิลปะจาก 4 ประเทศนี้มาวางจำหน่ายและจัดแสดงในงานนิทรรศการโดยเฉพาะกันเลยทีเดียว

ผลงานอันสวยงาน ALBERT SAMRETH และ GOR SOUDAN ที่ไม่มีคนได้เห็นมาก่อน

ในช่วงของปี 2014 ได้มีการจัดนิทรรศการโดยได้ความร่วมมือ และเป็นเจ้าภาพ AIT และ The Backers Foundation แล้วได้มีศิลปินมาจากทั่วทวีปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอฟริกา, เอเชีย, อเมริกาใต้ โดยพวกเขาจะมาสร้างสรรค์ผลงานในที่นี้ด้วย แล้วก็จะมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างๆ ภายในประเทศของพวกเขากันเองในรูปแบบระบบการศึกษา แต่ศิลปินที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในงาน และโดดเด่นมาก มีอยู่ 2 คน ดังต่อไปนี้

ALBERT SAMRETH เกิดที่ 1987 ในประเทศ อเมริกา ตัวของเขามีแนวคิดที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ พร้อมเปิดสตูดิโอ แล้วยังมีส่วนในกระบวนการธรรมชาติในหนทางที่มีระบบ แนวคิดของศิลปะ แล้วการแสดงภาพนี้จะเป็นการแสดงในรูปแบบใหม่ที่ได้คิดขึ้นเอง  แล้วได้มาแนวคิดมาจากในวันที่ฝนตก ในช่วงฤดูร้อน แล้วการทำงานนี้ได้ในส่วนของการนำกราฟฟิกเข้ามาช่วยด้วยโดยจะเป็นสำหรับรูปจะเป็นมาในรูปแบบ รังนกแก้วสีเทา

Gor Soudan เกิดที่ 1983 เคนยา ในแนวความคิดศิลปะของเขามาในแนวใหม่แล้วยังมีรูปภาพที่สวยงดงามมาก โดยจะ วาดภาพในอวกาศ แล้วการวาดด้วยลายเส้นที่มีแนวอิสระเป็นของตัวเอง พร้อมมีของมาโชว์ในศิลปะในงานครั้งนี้ที่สูตดิโอ